จะซื้อหลอดไฟ LED ควรดูอะไรบ้าง ? ฉบับ คนทั่วไป !!

เคยมั้ยเวลา หลอดไฟ เสียแต่ไม่รู้จะไปเลือกซื้อแบบไหนมาเปลี่ยน เพราะหลอดไฟฟ้าก็มีอยู่หลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะแบบแอลอีดี หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์นอกจากชนิดหลอดที่ว่าแล้ว มากไปกว่านั้นยังมีคำอื่น ๆ เกี่ยวกับหลอดไฟที่สร้างความสับสนให้ไม่น้อยอย่างเช่น วัต ลูเมน ฯลฯ เต็มไปหมด งั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าการจะซื้อหลอดไฟซักหนึ่งหลอดนั้นผู้ซื้อควรดูอะไรกันบ้าง

  1.       รู้จักชนิดหลอดแบบต่าง ๆ
หลอดไส้ เป็นหลอดแบบดั้งเดิม โดยการทำงานจะใช้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นลวดเล็ก ๆ ภายในหลอดไฟ เมื่อขดลวดร้อนขึ้น ความร้อนจะเป็นตัวจุดประกายไฟจนทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น เพราะสาเหตุนี้เองเลยทำให้หลอดไฟแบบไส้ใช้พลังงานค่อนข้างมาก และเสื่อมสภาพเร็วต่างกับหลอดไฟแอลอีดี หลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอดที่ใช้มากที่สุดในบ้าน ซึ่งระบบการทำงานหรือการส่องสว่างของหลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่เหมือนหลอดไส้ เพราะหลอดไฟชนิดนี้จะส่งประจุอิเล็กตรอนจากขั้วลบผ่านสารเรืองแสงที่เคลือบอยู่บนหลอดไฟไปยังขั้วบวก หลอดไฟแอลอีดี นิยมใช้มากในปัจจุบันและมีระบบการทำงานของหลอดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังสารกึ่งตัวนำ จึงไม่มีการเผาไหม้จึงไม่เกิดความร้อน ไม่ใช้พลังงานสูงเหมือนหลอดไส้กับหลอดฟลูออเรสเซนต์กับหลอดไส้จึงประหยัดไฟกว่ามาก จึงนำมาใช้หลายรูปแบบไม่ว่าจะแบบ t8 led , แบบโคมไฟ led เป็นต้น
  1.       รู้จักขั้วหลอดไฟ
โดยขั้วหลอดไฟก็มีอยู่หลายแบบทั้งขั้วเกลียวของหลอดตุ้ม หลอดตะเกียบ ขั้วเขี้ยวของหลอดยาวแบบ t8  หรือ t8 ฟลูออเรสเซนต์ก็ตาม ฉะนั้นจะซื้อหลอดไฟคราใดลองสังเกตที่กล่องว่าหลอดไฟฟ้าที่จะซื้อนั้นมีขั้วแบบใด
  1.       วัตต์
วัตต์ คืออัตราการกินไฟของหลอดไฟ ไฟหลอดไหนถ้ายิ่งมีตัวเลขวัตต์เยอะก็ยิ่งกินไฟมากขึ้นและความสว่างก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับหลอดไฟแอลอีดีจะต่างจากหลอดฟลูออเรสเซนต์กับหลอดไส้เพราะ 1 วัตต์สามารถให้ความสว่างมากกว่าหลอดชนิดอื่น ๆ
  1.       ลูเมน (Lumen)
คือปริมาณแสงที่ออกมาจากหลอดไฟฟ้า หลอดไฟฟ้าไหนยิ่งมีค่าลูเมนเยอะก็ยิ่งจะมีแสงสว่างมากนั่นเอง
  1.       ระยะเวลาการใช้งาน
หลอดไฟฟ้าทุกชนิดมักจะมีระยะเวลาการใช้งานปรากฏอยู่ข้างกล่องเวลาซื้อ เช่นหลอดไส้ซึ่งมีระยะเวลาสั้นเพียง 1000 กว่าชั่วโมงเท่านั้น หลอดฟลูออเรสเซนต์ 5,000 – 15,000 ชั่วโมง ส่วนหลอด led มีการใช้งานไม่ต่ำกว่า 50,000 ชั่วโมง จำไว้เสมอเลยว่าการจะซื้อหลอดไฟใหม่แต่ละครั้ง ควรต้องรู้เสมอว่าหลอดชนิดนั้นเป็นแบบใด มีขั้วแบบไหน ค่าวัตต์และลูเมนเท่าไหร่ และมีระยะเวลาใช้งานนานแค่ไหน เพื่อที่คุณจะได้ซื้อหลอดไฟที่ดีที่สุดมาใช้งานและไม่เสียเงินไปกับหลอดไฟฟ้าไร้คุณภาพ ถ้าหลอดไฟเสีย ต้องเปลี่ยนใหม่ จำไว้!! ต้องหลอด INFINITE LED การใช้งานสิ่งของใดไม่เว้นแม้แต่หลอดไฟเอง ย่อมเสื่อมถอยและมีประสิทธิภาพลดลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์รวมทั้งหลอด led แต่ว่าถ้าควรเลือกทั้งทีก็ควรจะเลือกหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานได้ยาวนานที่สุดสิจริงไหม? โดยหลอดที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานที่สุดในสามหลอดที่พูดไปนั่นคือ หลอดแบบ led ซึ่งมีระยะเวลาการใช้งานยาวนานกว่า 50,000 ชั่วโมงเลยทีเดียว ถ้าบ้านคุณมีหลอดไส้หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์เสียแล้ว และกำลังเปลี่ยนหลอดไฟยังไงเราขอแนะนำว่าต้องหลอด led เท่านั้นครับ ถ้าหากยังลังเลสงสัยว่าทำไมต้องหลอด led เท่านั้น ลองอ่านสิ่งเหล่านี้แล้วจะรู้ว่าทำไมต้องใช้หลอด led ทำไมต้องหลอด led เท่านั้น มาดูกัน
  1.       เพราะหลอดไฟ led มีอายุการใช้งานยาวนาน เนื่องจากหลอด led ไม่มีความร้อนมากเท่าหลอดชนิดอื่น ทำให้ในระยะยาวคนซื้อไม่ต้องซื้อหลอดไฟฟ้ามาเปลี่ยนบ่อย ๆ นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 50,000 ชั่วโมง
  2.       เพราะใช้หลอด led แล้วประหยัด ลองคิดดูครับว่า หลอด led ที่กินไฟ 3 วัตต์ สามารถใช้ทดแทนหลอดไส้แบบได้ที่กินไฟ 25 วัตต์ นี่หมายความว่าคุณจะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกเป็นเท่าตัว
  3.       เพราะแสงพุ่งเลยสว่างได้ดี ถ้าเทียบกับหลอดไฟแบบเดิม เช่น หลอดไส้ ที่ตัวหลอดมีการกระจายของแสงหลายทิศทาง ความสว่างจึงไม่ดีเท่าที่ควร ผิดกับหลอด led ที่มีการพุ่งของแสงในทิศทางเดียว ทำให้แสงมีความเข้มสูง และสว่างไสวกว่าหลอดแบบเดิม ด้วยคุณสมบัตินี้พวกไฟไฮเบย์ขนาดใหญ่ตามโรงงาน และไฟถนน จึงมักใช้หลอด led ทั้งนั้น
  4.       เพราะหลอด led มีให้เลือกมากมายหลายรูปทรงทั้งแบบ t8 led ซึ่งคุ้นชินอยู่แล้วในรูปแบบหลอดยาว ๆ เหมือนหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเป็นวงกลม เป็นตุ้ม ๆ เหมือนหลอดไส้ ตลอดจนทรงแปลก ๆ อื่น ๆ อีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลอดชนิดนี้ไม่ต้องใช้ขดลวด ไม่ต้องใช้บัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ จึงสามารถดีไซน์รูปทรงต่าง ๆ ได้มากมาย
  5.       เพราะหลอดไฟ led มีโทนสีต่าง ๆ ให้คนใช้งานเลือกได้ไม่เหมือนหลอดไส้ที่มีแต่สีส้ม หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีแต่สีขาว โดยสีของหลอดไฟ led ตามมาตรฐานมี 3 แบบ ได้แก่ สีวอร์มไวท์ แสงไฟโทนสีส้ม ต่อสีคูลไวท์ (Cool white) เป็นแสงสีขาวโทนสีเย็น สุดท้ายสีเดย์ไลท์แสงจากลอดไฟ led โทนสีธรรมชาติเพราะจะสว่างเหมือนแสงตอนกลางวัน แสงไฟออกขาวอมฟ้า
ด้วยเหตุผลนา ๆ ไม่ว่า มีอายุการใช้งานนาน ประหยัด แสงสว่างดี มีหลายแบบหลายสไตล์ และมีโทนสีให้เลือก จึงน่าไม่แปลกใจและสงสัยเลยว่าทำไมเวลาหลอดไฟเก่าที่บ้านเสียจึงต้องเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ led เท่านั้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

1.วัตต์(watt)
วัตต์ทุกคนอาจจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าวัตต์คือหน่วยวัดกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ละอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ใช้วัตต์ไม่เท่ากัน แล้ววัตต์เยอะหรือวัตต์น้อยดีกว่ากัน
วัตต์(watt) คือ หน่วยวัดกำลังไฟฟ้าที่เป็นตัวบอกพลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด ที่ใช้ในการทำงาน เช่นหลอดไฟ 50 วัตต์
หมายความว่าหลอดไฟกินไฟ 50 วัตต์ต่อชั่วโมง ยิ่งค่าวัตต์สูงยิ่งกินไฟมากตามไปด้วย
โดยทั่วไปแล้วหลอดฟลูโอเรสเซนท์ที่เราใช้อยู่ตามบ้านกินไฟประมาร 48 วัตต์ แต่หลอด LED ของ Infinite กำลังไฟที่ใช้กับหลอด LED ใช้เพียง
16 วัตต์ สามารถประหยัดไฟได้มากกว่าถึงเท่าตัวและยังไห้ความสว่างที่มากกว่าอีกด้วย
2.ลูเมน(ลูเมน)
เคยสงสัยกันไหมครับว่า ค่า “ลูเมน(lumen)” ที่ติดบอกสเปคข้างๆกล่องของหลอดไฟ คือค่าอะไร ส่งผลต่อการใช้งานหรือไม่
ลูเมน(lumen)” คือหน่วยวัดความสว่างของหลอดไฟ โดยการเอาแหล่งกำเนิดแสงไว้ที่ศูนย์กลางของทรงกลม ซึ่งมีรัศมีเท่ากับ 1 ฟุต หรือ 1 ลูเมนต่อ
ตารางฟุต ใน 1 ตารางฟุต จะมีเส้นแสงมาตก 1 เส้น หรือ 1 ลูเมน ก็คือที่พื้นที่ผิวโดยรอบขนาด 12.57 ตารางฟุต ก็จะมีเส้นแสง มาตก 12.57 ลูเมนส์ จะได้
ว่า 1 cd = 12.57 lm โดยหลอด T8 ของ INFINITE LED สามารถไห้ความสว่างได้ถึง 2100 ลูเมน และสามารถประหยัดไฟได้มากกว่า
ซึ่งหลอดฟลูออเรสเซนต์โดยทั่วไปจะสว่างเพียง 1600 ลูเมนเท่านั้น โดยการใช้หลอดไฟ LED จะให้ค่าความสว่างที่สูงกว่า และที่สำคัญประหยัดกว่า
3.เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.)
เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าระบบ 3 เฟสที่มีการใช้
กำลังงานมากกว่า 30 kW ขึ้นไปในบิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้าที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะมีการเรียกเก็บค่ากำลังงานรีแอคทีฟ (kVar) ในส่วนที่เกิน 61.97%
ของค่าความต้องการกำลังงานแอคทีฟ เฉลี่ยสูงสุด 15 นาที หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าค่าปรับ”เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.)”
โดยทางการไฟฟ้าก็มีนโยบายต้องการให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีค่าตัวประกอบกำลัง เพาเวอร์แฟคเตอร์ มากกว่า “0.85” เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพ
ของการใช้งานระบบส่งจ่ายอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้เองผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องการจะเสียค่าปรับค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ หรือต้องการให้ประสิทธิภาพการ
ใช้พลังงานไฟฟ้าของตนเองดีขึ้น
จำเป็นต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงค่า เพาเวอร์แฟคเตอร์ ของตนเองให้มีค่ามากกว่า “0.85” ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียค่าปรับ เพาเวอร์แฟคเตอร์
และประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าดีขึ้น อันเป็นผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของตนเองลดลง ปกติโรงงานทุกที่จะมีอุปกรณ์ควบคุมตัวประกอบกำลัง
เพาเวอร์แฟคเตอร์ เพื่อสามารถทำหน้าที่ควบคุมให้ตัวประกอบกำลังไฟฟ้า เพาเวอร์แฟคเตอร์ อยู่ในช่วงค่าที่กำหนด แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลายาวนานตัวเก็บ
ประจุจะเสื่อมสภาพตามอายุ หรือตัวควบคุมมีโอกาสชำรุดได้เนื่องจากมีการทำงานอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอด ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวประกอบกำลังได้ ทาง
โรงงานควรจึงต้องมีการติดตามตรวจวัด และบำรุงรักษาชุดควบคุมตัวประกอบกำลังอยู่เป็นประจำ เพื่อประโยชน์กับทางโรงงานเอง

โดยหลอด LED ของ INFINITE นั้นมีค่า สูงถึง “0.95” จึงหมดห่วงเรื่องสเปคที่ทางการไฟฟ้ากำหนดไว้ และยังประหยัดได้มากกว่า เหมาะกับทุกสถานที่ไม่ใช้แค่เพียงโรงงาน หรืออาคารใหญ่เท่านั้น สามารถใช้ตามบ้าน, ร้านอาหาร ฯลฯ

หลอดไฟ LED | โคมไฟ LED อื่นๆที่น่าสนใจ (Related Products)

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

LED คือ อะไร?

ประวัติความเป็นมาของLED LED หรือ หลอดLED นั้นมีมานานแล้ว เริ่มปรากฎในแผงวงจรครั้งแรกเมื่อปี 1962 ซึ่งโดยช่วงแรกๆนั้น LED ให้ความเข้มแสงไม่มากนักและมีใช้ในเฉพาะความถี่ในช่วงแสง Infra-Red ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้(ซึ่งเรายังคงเห็นรูปแบบการใช้งานในช่วงแสง Infra-Red นี้ตามอุปกรณ์ประเภทรีโมทคอนโทรลในเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนจนปัจจุบัน) ต่อมา หลอดLED ถูกพัฒนาให้สามารถเปล่งแสงที่มองเห็นได้โดยแสงสีแดงเป็นสีแรกถูกคิดค้นขึ้นได้ก่อนแต่ทว่าช่วงเริ่มต้นนั้นก็ยังมีความเข้มแสงต่ำอยู่ยังนำเอามาใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก

นักวิทยาศาตร์และนักวิจัยก็พัฒนา LED เรื่อยมาจนกระทั่งสามารถให้สร้าง หลอด LED ที่มีแสงครอบคลุมย่านความถี่ตั้งแต่ infrared คือแสงที่มองห็นได้ (visible light)ไปจนถึงย่าน ultra violet หรือ UV ที่มองไม่เห็น ต่อจากนั้นไม่นาน หลอด LED ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ไฟแสดงตามแผงควบคุมเพื่อบอกสัญญาณ และใช้ในไฟแสดงตัวเลข seven segment และนาฬิกาดิจิตอล ต่อมา หลอดLED ก็ถูกพัฒนาขึ้นอีก ให้ประสิทธิภาพด้านให้ความเข้มแสงหรือความสว่างมากขึ้น จนสามารถนำเอา LED มาใช้งานในการแสดงสัญญาณ ไฟสัญญาณสำหรับการบิน ไฟสัญญาณจราจร และด้วยเหตุผลที่LED มีข้อดีในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นด้านประหยัดพลังงาน ด้านการใช้งานได้นานขึ้น มีการบำรุงรักษาที่ต่ำ ความทนของตัวหลอดเอง และขนาดก็เล็กมากเมื่อเทียบกับหลอดไส้อย่างเดิม ทั้งยังปิดเปิดควบคุมง่ายขึ้นแล้ว นักวิจัยและบริษัทต่างๆจึงมุ่งเน้นพัฒนาประสิทธิภาพด้านความเข้มแสงหรือความสว่างให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อหวังที่จะนำเอา หลอดLED มาใช้เป็นไฟฟ้าแสงสว่างในชีวิตประจำวันเพื่อทดแทนหลอดไฟแบบที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน แต่ทว่าในขณะนั้นก็ติดปัญหาเรื่องการทำให้ หลอดLED มีแสงสีขาวเหมือนหลอดไฟทั่วไปไม่ได้ ผ่านมาเกือบ 30 ปีจนกระทั่งในปี 1990 นักวิทยาศาตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คนได้ร่วมกันพัฒนาจนสามารถทำให้ LED เปล่งแสงสีน้ำเงินได้ซึ่งต่อมาก็คือพื้นฐานของแสงสีขาวได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาภายหลังนักวิทยาศาตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คนทั้งนี้ได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี 2014 ในฐานะเป็นผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ทำให้เกิดการปฏิวัติด้านไฟฟ้าแสงสว่างและการใช้พลังงานทั้งโลกศตวรรษที่ 21 หลอด LED ในปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันหลอด LED เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไปหรือไฟแสงสว่างรถยนต์ แต่ก็ยังติดปัญหาด้านต้นทุนการผลิตอยู่ (ในขณะนั้น) แต่ในอนาคตอีกไม่นานเมื่อต้นทุนในการผลิตหลอดไฟLEDต่ำลงเรื่อยๆ หลอดไฟLED จะถูกนำมาทดแทนหลอดไฟในปัจจุบัน ไม่ต่างจากการเข้ามาของฟลูออเรสเซนต์ เพื่อมาทดแทนหลอดไส้เหมือนช่วง30ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบัน 2562 เกิดขึ้นแล้ว) หลักการทำงานของ LED เมื่อ หลอด LED กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเข้าใจและรู้หลักการทำงาน LED จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode L-Light แสง E-Emitting เปล่งประกาย D-Diodeไดโอด แปลรวมกัน ก็คือ ไดโอดชนิดเปล่งแสง ไดโอด (Diode) คือ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ (Semi Conductor Device) ที่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ทางเดียว ไดโอดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญในวงจรไฟฟ้า มีใช้อยู่ทั่วไปในวงจรอิเลคทรอนิกส์และวงจรไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่บังคับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า ไดโอดโดยทั่วไปแล้วไม่เปล่งแสงออกมา มีสัญลักษณ์ทางวงจรคือ
ส่วนไดโอดที่เปล่งแสงหรือ LED มีสัญลักษณ์ทางวงจรคือ
ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ไม่มีลูกศรแสดงการเปล่งแสงกับไม่มี ประเภทของ LED LED จำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ 1.LED แบบดั้งเดิม กำลังวัตต์น้อย ขนาดหรือรูปร่างหรือสีขึ้นอยู่กับพลาสติกที่ใช้ทำเปลือกหุ้มใช้ทำไฟสัญลักษณ์ในวงจร 2.LED ขนาดเล็กมาก ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเม็ด LED ติดลงไปกับแผงวงจรหรือที่เรียกว่า Surface Mounting Technology (SMT) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการประกอบชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคและsemi-conductorขนาดเล็ก ในบางครั้งก็เรียก LED ชนิดนี้ว่า Surface Mounting Device LED หรือ SMD LED 3.LED กำลังสูง LED กำลังสูง หรือ Hi-power LED เป็น LED ชนิดที่ให้กำลังสูง ให้ความสว่างมาก ต้องการกระแสขับสูงถึง 100mA บางรุ่นอาจต้องการกระแสขับถึง 1A ดังนั้นการระบายความร้อนสำหรับ LED ชนิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าระบายความร้อนไม่ดีอาจจะทำให้พังหรือเสียในภายในไม่กี่วินาที LED ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะใช้ทำอุปกรณ์ให้แสงสว่างหรือจะเข้ามาทดแทนหลอดไฟที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การต่อวงจร ด้วยภายในไดโอดเปล่งแสงหรือ LED มีค่าความต้านทานอยู่ค่าหนึ่ง(Rd) จะทำให้แสงเปล่งออกมาได้ต้องมีกระแส (I) ไหลผ่านที่มากพอแต่ต้องไม่มากจนเกินไป การควบคุมกระไหลผ่าน LED ให้พอดี เราจึงจำเป็นต้องทราบคุณสมบัติที่สำคัญ อย่างของ LED คือ 1. แรงดันตกคร่อมเมื่อมีกระแสไหลผ่าน (Forword Valtage:Vf)   2. กระแสที่ LED ต้องการ (Imax) ส่วนสิ่งที่เราต้องคำนวณหาคือ R ภายนอกที่มาต่อเพิ่ม เพื่อจำกัดกระแส และแรงดันสำหรับจ่ายไฟซึ่งเราทราบอยู่แล้ว วิธีการหาค่า ใช้สูตรง่ายๆ กฏของโอห์ม V=IR V=(Vdc-Vf) ดังนั้น R=(Vdc-Vf)/I โอห์ม การต่อวงจรของ LED ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงจ่ายไฟบวกกระแสตรงเข้าที่ขา อาร์โนด (Anode) หรือขาที่ยาวกว่า และต่อไฟลบเข้ากับขา แคโธด(Cathode)หรือขาสั้น และต่ออนุกรมวงจรด้วย R ภายนอกที่เราคำนวณมาได้ ดังรูปข้างล่าง ตัวต้านทานหรือ R ภายนอกที่นำมาใช้จำกัดกระแส เมื่อมีกระแสไหลผ่านก็มีความร้อนเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการออกแบบหลอดไฟ LED อีกอย่างหนึ่งคือการระบายความร้อน และการเลือกตัวต้านทานหรือ R ที่ทนความร้อนได้ดี การระบายความร้อน โดยหลักการแล้วในไดโอดเปล่งแสงหรือ LED แบบทั่วๆไปจะเปล่งแสงโดยมีความร้อนเกิดขึ้นน้อยมากจนเราสามรถใช้มือเปล่าสัมผัสได้ แต่ใน Hi Power LED หรือ LED กำลังสูง ที่ให้แสงสว่างมากๆ มีความร้อนเกิดขึ้นมาก การออกแบบระบบระบายความร้อนจึงมีความสำคัญ อุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องใส่เพิ่มเข้ามาในระบบคือแผงระบายความร้อนหรือที่เรียกว่าฮีทซิงค์ (Heat Sink) ส่วนใหญ่ทำมาจาก อลูมิเนียมซึ่งมีคุณสมบัติคือ หลอมขึ้นรูปได้ง่าย น้ำหนักเบา และพาความร้อนได้ดี ทั้งนี้ การออกแบบฮีทซิงค์ นอกจากจะคำนึงถึงการระบายความร้อนแล้ว ยังต้องคำนึงถึง ให้รูปทรงเป็นตามลักษณะของหลอดไฟอีกด้วย การออกแบบระบบระบายความร้อนที่ดี จะช่วยให้อายุการใช้งานของ หลอดไฟLED แต่ในทางตรงกันข้ามการออกแบบ heat sink ที่ไม่ดีย่อมทำให้ความร้อนสะสมในหลอด LED มาก ผลก็คืออายุของ หลอด LED จะสั้นลงและไม่เป็นไปตามผู้ผลิตกำหนดไว้นั่นเอง

หากสนใจ หลอด Led คุณภาพสูง ผลิตมาเพื่องานโปรเจค งานโครงการ อยากเปลี่ยนไปใช้หลอด LED เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี Tel: 062-445-5195, LINE : Kckavin Www.Ledinfinite.Com

หลอดไฟ LED | โคมไฟ LED อื่นๆที่น่าสนใจ (Related Products)