ปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมและ เคล็ดลับการเลือก หลอดไฟ LED สำหรับโกดัง !!

ปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมและ เคล็ดลับการเลือก หลอดไฟ LED สำหรับโกดัง

เนื่องจากในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆนั้น มีความผันผวนของกระแสไฟค่อนข้างบ่อย อาทิ ไฟฟ้าตก, ไฟฟ้ากระชาก, และ ไฟฟ้าเกิน ( ไฟฟ้าเกิน = สภาวะที่มีแรงดันไฟฟ้าไหลมามากเกินในช่วงเวลาสั้นๆ สาเหตุ เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์กินไฟมาก เมื่อหยุดทำงานแรงดันไฟฟ้าส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่ในมอเตอร์ จะไหลกลับเข้าไปในสายส่งการไฟฟ้าฯ ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าสูงเกิน) จากสาเหตุต่างๆหลากหลายประการ เราจึงผลิตหลอดไฟที่สามารถรองรับแรงดันกระแสไฟฟ้าไม่คงที่ได้ดี

ต้องยอมรับว่าโรงงานและคลังสินค้าสมัยใหม่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค จึงทำให้หลาย ๆโรงงานและคลังสินค้ามีการนำเอาระบบหุ่นยนต์และเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต จากอุปสงค์ของผู้บริโภคที่สูงขึ้นจึงทำให้ความต้องการใช้พื้นที่โรงงานและคลังสินค้าของผู้ผลิตก็มากตามไปด้วยเนื่องจากธุรกิจมีแนวโน้มเกิดใหม่และเติบโตสูง แต่เมื่อมองในทางกลับกันอุปทานของพื้นที่โรงานให้เช่าและคลังสินค้าให้เช่ากลับน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านต้นทุนการก่อสร้าง ปัญหาขาดแคลนที่ดินที่เหมาะสม จากปัญหาตรงนี้เองค่ะทำให้ราคาในการเช่าโรงงานและคลังสินค้าสูงขึ้นชัดเจน ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยประหยัดต้นทุน ซึ่งโดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของโรงงานและคลังสินค้าซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการลดใช้พลังงานในโรงงาน ลดใช้พลังงานในคลังสินค้า จึงเป็นอีกทางเลือกดี ๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการ การลดใช้ไฟฟ้าในโรงงานและโกดังคลังสินค้า มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย ๆนั่นก็คือการเปลี่ยนจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์มาเป็นหลอดไฟ LED ซึ่งนอกจากจะประหยัดพลังงานแล้วยังมีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไฟปกติอีกด้วย นอกจากนี้การติดตั้งระบบเปิดปิดไฟด้วยระบบเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับความเคลื่อนไหวพร้อมปิดไฟอัตโนมัติหากบริเวณนั้นไม่มีพนักงานอยู่ ก็นับว่าเป็นอีกตัวเลือกน่าสนใจมากเลยค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมเลือกหลอดไฟที่มีปริมาณแสงสว่างเพียงพอกับการใช้งานในแต่ละตำแหน่งของโรงงานและโกดังคลังสินค้าด้วยนะคะ ก่อนหน้านี้ โคมไฟแสงจันทร์  เป็นโคมไฟที่ได้รับความนิยมในการติดตั้งภายในโกดังคลังสินค้าโรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสูงต่างๆ แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีของโคมไฟ LED ที่มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพการส่องสว่าง ความถูกต้องของค่าสี อายุการใช้งาน ความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากยิ่งขึ้นทำให้หลายองค์กรเริ่มหันมาเปลี่ยนโคมไฟแสงจันทร์เป็นโคมไฟ LED ไฮเบย์ กันมากขึ้น ปัญหาที่ลูกค้าพบจากการใช้ โคมไฟแสงจันทร์
  1. ต้องรอเป็นเวลานาน 4-7 นาที เพื่อให้โคมไฟสว่าง และต้องรอนานมากขึ้นเมื่อเกิดไฟฟ้าตกระหว่างการใช้งาน เพื่อให้โคมไฟกลับมาสว่างพร้อมใช้งานอีกครั้ง
  2. หลอดไฟแสงจันทร์ขาดเสียบ่อย
  3. กินไฟ ค่าไฟฟ้าสูง
  4. ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง
โคมไฟแสงจันทร์ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลักๆ ที่ต้องใช้พลังงานในการทำให้โคมไฟสว่างขี้น ได้แก่ หลอดไฟ, บัลลาสต์ (Ballast), อิกนิเตอร์ (Ignitor), คาปาซิเตอร์ (Capacitor)  ดังนั้น กำลังไฟฟ้ารวมที่ใช้จะมากกว่า 250W หรือ ประมาณ 290W สำหรับโคมไฮเบย์ LED นั้นถือเป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่มีประสิทธิภาพสามารถให้แสงสว่างได้ในปริมาณมาก เดิมทีโคมไฟโรงงานนิยมติดตั้งตามโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เนื่องจากจุดเด่นในเรื่องของการส่องสว่างจึงเริ่มได้รับความนิยมนำไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ เช่น โกดัง คลังสิน ศูนย์การค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งในพื้นที่ใดก็ตาม ควรมีการคำนึงถึงปริมาณความสว่างที่ต้องการและจำนวนโคมไฮเบย์ LED ที่ต้องการติดตั้ง เพราะโดยทั่วไปแล้วการติดตั้งโคมไฮเบย์ LED จะต้องติดตั้งบนเพดาน และติดตั้งเป็นจำนวนมาก เพื่อให้แสงสว่างส่องได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ แต่ทั้งนี้การส่องสว่างที่มากเกินไปก็อาจส่งผลในเรื่องของแสงจ้า ดังนั้นในการติดตั้งโคมไฮเบย์ LED ในแต่ละครั้งควรมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ว่าพื้นที่ที่ทำการติดตั้งมีขนาดเท่านี้ควรติดตั้งโคมไฮเบย์ LED แบบใด กำลังวัตต์เท่าไร เช่น จะติดตั้งโคมไฮเบย์ LED  100w โคมไฮเบย์ LED 200w กี่ตัว ระยะห่างต่อตัวเท่าใด เพื่อความคุ้มค่า และการประหยัดพลังงาน เพื่อป้องกันการเกิดแสงจ้าที่อาจรบกวนการทำงานของพนักงานภายในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้อย่างที่เราได้บอกไปแล้วว่าในปัจจุบันโคมไฮเบย์ LED ได้รับความนิยมนำไปติดตั้งตามโรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหารและศูนย์การค้า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ผู้ผลิตต่างผลิตโคมไฮเบย์ LED เพิ่มขึ้น ซึ่งการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลทั้งข้อดีและข้อเสีย ในส่วนดีนั้นเราสามารถเลือกใช้โคมไฮเบย์ LED ได้หลายรูปแบบ ในส่วนข้อเสียคืออาจมีผู้ผลิตบางรายฉวยโอกาสในการผลิตโคมไฮเบย์ LED ที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นก่อนการซื้อโคมไฮเบย์ LED และโคมไฟให้แสงสว่างทุกประเภทควรมีการตรวจสอบว่าสินค้าประเภทนั้นมีความน่าเชื่อถือและผ่านการรับรองการผลิตและการใช้งานหรือไม่ อย่างแบรนด์ INFINITE LED มีผู้เชี่ยวชาญ LED ตัวจริงประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 10 ปี มีผลงานผลงานยืนยันคุณภาพมากมาย  ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน คุณสมบัติเด่นโคมไฮเบย์ LED / โคมไฟโรงงาน LED INFINITEHIGHBAY LED
  1. ใช้แทนโคมไฟแสงจันทร์โดยให้ความสว่างกว่า 20% และประหยัดไฟมากกว่า 60%
  2. ตัวประกอบกำลัง (PF) > 0.95
  3. มีวงจรกันไฟกระชาก(Surge protection) สูงถึง 6000v เพื่อความคงทนและความสบายใจในการใช้งาน
  4. มีค่า Luminous Efficacy ที่มากกว่า 150/W ทำให้กินไฟน้อยแต่ให้แสงสว่างที่มากกว่า
  5. อายุการใช้งาน LED Chip มีอายุการการใช้งานยานกว่า 50000 ชั่วโมง
  6. สามารถกำหนดคุณสมบัติได้ตาม TOR
  7. รับประกันยาวนานถึง 3 ปี
  8. ผ่านมาตรฐานอัตรายจากแสงสีฟ้า Bluelight Hazard ระดับสูงสุด เป็นมิตรต่อสายตา ลดการเมื่อยล้าจากการทำงาน
  9. มีผลทดสอบจากสถาบันของรัฐเพื่อยืนยันคุณภาพระดับสูงสุด LM79,LM80 & TM21 และมาตรฐานระดับสูง เช่น IEC61547:2009, IEC62776:2014, EN55015:2013 และผลทดสอบระดับสูงอื่นๆ
โดยการควบคุมการใช้แสงสว่างภายในโรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่อื่นๆที่มีการติดตั้งโคมไฮเบย์ LED และโคมไฟประเภทอื่นๆ จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงานถ่านหิน เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น และการทำงาน และจะช่วยยืดอายุการใช้งานของโคมไฮเบย์ LED  ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อโคมไฮเบย์ LED ตัวใหม่ หรือการซ่อมบำรุง เพราะหากไม่มีากรควบคุมการใช้งานและการดูแลรักษาที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องก็จะทำให้โคมไฟไฮเบย์ LED มีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนานและอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรและโรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆได้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าโคมไฮเบย์ LED ที่ไม่มีชื่อเสียงจะไม่ดี ซึ่งการจะรู้ว่าโคมไฮเบย์ LED ตัวใดดีหรือไม่ดีอาจจะต้องมาจากการตรวจสอบของผู้บริโภคเกี่ยวกับตัวสินค้า และการสอบถามจากผู้ผลิต รวมไปถึงการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อการเลือกซื้อโคมไฮเบย์ LED ที่คุ้มค่าคุ้มราคา ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทั้งการติดตั้งและการใช้งาน

เคล็ดลับการเลือก หลอดไฟ LED สำหรับโกดัง ฉบับ INFINITE LED ดังนี้

1.จำนวนวัตต์ (Watt) หรือกำลังไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งหลอดไฟในแต่ละรุ่นจะมีจำนวนวัตต์ที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งจำนวนวัตต์มาก ความสว่างก็ยิ่งมาก แต่การใช้พลังงานก็มากด้วยเช่นกัน ยิ่งมากจึงยิ่งกินไฟ แต่หลอดไฟ แบรนด์ INFINITE LED ของเรา มีหลอดไฟเราประหยัดกว่า เพราะใช้เพียง 16w จากปกติ 18w หลอด T8, T5 2.ระดับความสว่าง ซึ่งดูได้จากค่าลูเมน ยิ่งถ้าลูเมนมาก ก็ยิ่งมีความสว่างมาก แต่ทั้งนี้ควรเลือกลูเมนที่ใกล้เคียงกับหลอดเดิมด้วย และเหมาะสมกับสถานที่ ที่จะติดตั้งด้วยค่ะ 3.ขั้วของหลอดไฟ ก่อนอื่นต้องเช็คก่อนว่า ขั้วหลอดไฟที่จะนำไปใช้นั้นเป็นแบบไหน เช่น

ปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมและ เคล็ดลับการเลือกใช้ หลอดไฟ LED สำหรับโกดัง

–  ขั้วหลอดแบบเกลียว ซึ่งหลักๆแล้วมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ ขั้ว E14 ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดถ้าเทียบกับหลอดทั้ง 3 แบบ ขั้ว E27 เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด เช่น ใช้กับหลอดประหยัดไฟ หลอดทรงน้ำเต้า เป็นต้น และขั้ว E40 นิยมใช้กับหลอดไฟที่มีกำลังวัตต์สูงกว่า 40 W ขึ้นไป – ขั้วหลอดแบบเสียบ ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ ขั้ว G13 ซึ่งเป็นขั้วหลอดแบบแท่ง (Tube) มีลักษณะเป็นแบบขั้วเขี้ยว นิยมใช้กับหลอด led t8 4.รูปทรงของหลอดไฟ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น หลอดทรงกลม หลอดทรงยาวซึ่งรูปทรงของหลอดไฟมีผลต่อการใช้งาน เพราะมีองศาการกระจายแสงที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกรูปทรงที่เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น หากต้องการแสงสว่างอย่างทั่วถึง ควรเลือกหลอดไฟ led หลอดกลม นอกจากนี้ยังควรเลือกรูปทรงที่มีขนาดพอดี ไม่ควรเกินขนาดของหลอดไฟที่เราจะนำมาใช้ทดแทน เพื่อสามารถใส่ในโคมไฟได้อย่างปลอดภัย 5.ลักษณะสีของแสง โดยทั่วไปมีอยู่ 3 โทนสี ได้แก่ – Day Light โทนสีขาวฟ้า เป็นสีที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ทำให้มองเห็นสีวัตถุไม่เพี้ยน นิยมใช้กันทั่วไป เช่น โรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน เป็นต้น – Warm White โทนสีเหลืองอมส้ม ช่วยทำให้มีความรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย นิยมนำไปใช้ในสถานที่ให้บริการต่างๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร หรือใช้ในบ้าน เช่น ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องน้ำ เป็นต้น – Cool White โทนสีขาว ช่วยทำให้สีจากวัตถุดูคมชัดและเข้มขึ้น นิยมนำไปใช้กับ งานแสดงโชว์สินค้า ป้ายต่างๆ หรือใช้กับไฟบนเวที เป็นต้น
ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจว่าจะได้หลอดไฟที่ตอบโจทย์ความต้องการและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเห็นมั้ยคะว่าการเลือกซื้อหลอดไฟ led นั้นไม่ยากเลย เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเลือกซื้อหลอดไฟ led ได้เองแบบง่ายๆแล้ว อย่างหลอดไฟ แบรนด์ INFINITE LED ที่เน้นคุณภาพที่ดีและกล้าบอกความจริงมีราคามาตรฐาน มีความคุ้มค่าสูง ผลิตตามสเปคได้ตามความต้องการ ทั้งผลิตในไทยเพื่อความมั่นใจและการบำรุงรักษาและได้รับมาตรฐาน มอก.1955-2551 และผ่านมาตรฐานระดับสูงจากห้องทดสอบ IEC17025 รวมถึงการรับประกันความพึงพอใจในการรับประกันสินค้าที่ยาวนานอีกด้วย
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ LED ฉบับ INFINITE LED

1.วัตต์(watt)
วัตต์ทุกคนอาจจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าวัตต์คือหน่วยวัดกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ละอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ใช้วัตต์ไม่เท่ากัน แล้ววัตต์เยอะหรือวัตต์น้อยดีกว่ากัน
วัตต์(watt) คือ หน่วยวัดกำลังไฟฟ้าที่เป็นตัวบอกพลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด ที่ใช้ในการทำงาน เช่นหลอดไฟ 50 วัตต์
หมายความว่าหลอดไฟกินไฟ 50 วัตต์ต่อชั่วโมง ยิ่งค่าวัตต์สูงยิ่งกินไฟมากตามไปด้วย
โดยทั่วไปแล้วหลอดฟลูโอเรสเซนท์ที่เราใช้อยู่ตามบ้านกินไฟประมาร 48 วัตต์ แต่หลอด LED ของ Infinite กำลังไฟที่ใช้กับหลอด LED ใช้เพียง
16 วัตต์ สามารถประหยัดไฟได้มากกว่าถึงเท่าตัวและยังไห้ความสว่างที่มากกว่าอีกด้วย
2.ลูเมน(ลูเมน)
เคยสงสัยกันไหมครับว่า ค่า “ลูเมน(lumen)” ที่ติดบอกสเปคข้างๆกล่องของหลอดไฟ คือค่าอะไร ส่งผลต่อการใช้งานหรือไม่
ลูเมน(lumen)” คือหน่วยวัดความสว่างของหลอดไฟ โดยการเอาแหล่งกำเนิดแสงไว้ที่ศูนย์กลางของทรงกลม ซึ่งมีรัศมีเท่ากับ 1 ฟุต หรือ 1 ลูเมนต่อ
ตารางฟุต ใน 1 ตารางฟุต จะมีเส้นแสงมาตก 1 เส้น หรือ 1 ลูเมน ก็คือที่พื้นที่ผิวโดยรอบขนาด 12.57 ตารางฟุต ก็จะมีเส้นแสง มาตก 12.57 ลูเมนส์ จะได้
ว่า 1 cd = 12.57 lm โดยหลอด T8 ของ INFINITE LED สามารถไห้ความสว่างได้ถึง 2100 ลูเมน และสามารถประหยัดไฟได้มากกว่า
ซึ่งหลอดฟลูออเรสเซนต์โดยทั่วไปจะสว่างเพียง 1600 ลูเมนเท่านั้น โดยการใช้หลอดไฟ LED จะให้ค่าความสว่างที่สูงกว่า และที่สำคัญประหยัดกว่า
3.เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.)
เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าระบบ 3 เฟสที่มีการใช้
กำลังงานมากกว่า 30 kW ขึ้นไปในบิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้าที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะมีการเรียกเก็บค่ากำลังงานรีแอคทีฟ (kVar) ในส่วนที่เกิน 61.97%
ของค่าความต้องการกำลังงานแอคทีฟ เฉลี่ยสูงสุด 15 นาที หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าค่าปรับ”เพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor: PF.)”
โดยทางการไฟฟ้าก็มีนโยบายต้องการให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีค่าตัวประกอบกำลัง เพาเวอร์แฟคเตอร์ มากกว่า “0.85” เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพ
ของการใช้งานระบบส่งจ่ายอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้เองผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องการจะเสียค่าปรับค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ หรือต้องการให้ประสิทธิภาพการ
ใช้พลังงานไฟฟ้าของตนเองดีขึ้น
จำเป็นต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงค่า เพาเวอร์แฟคเตอร์ ของตนเองให้มีค่ามากกว่า “0.85” ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียค่าปรับ เพาเวอร์แฟคเตอร์
และประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าดีขึ้น อันเป็นผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของตนเองลดลง ปกติโรงงานทุกที่จะมีอุปกรณ์ควบคุมตัวประกอบกำลัง
เพาเวอร์แฟคเตอร์ เพื่อสามารถทำหน้าที่ควบคุมให้ตัวประกอบกำลังไฟฟ้า เพาเวอร์แฟคเตอร์ อยู่ในช่วงค่าที่กำหนด แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลายาวนานตัวเก็บ
ประจุจะเสื่อมสภาพตามอายุ หรือตัวควบคุมมีโอกาสชำรุดได้เนื่องจากมีการทำงานอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอด ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวประกอบกำลังได้ ทาง
โรงงานควรจึงต้องมีการติดตามตรวจวัด และบำรุงรักษาชุดควบคุมตัวประกอบกำลังอยู่เป็นประจำ เพื่อประโยชน์กับทางโรงงานเอง

โดยหลอด LED ของ INFINITE นั้นมีค่า สูงถึง “0.95” จึงหมดห่วงเรื่องสเปคที่ทางการไฟฟ้ากำหนดไว้ และยังประหยัดได้มากกว่า เหมาะกับทุกสถานที่ไม่ใช้แค่เพียงโรงงาน หรืออาคารใหญ่เท่านั้น สามารถใช้ตามบ้าน, ร้านอาหาร ฯลฯ

หลอดไฟ LED | โคมไฟ LED อื่นๆที่น่าสนใจ (Related Products)

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลอด LED รู้ไว้ไม่เสียหลาย !!

LED คือ อะไร?

ประวัติความเป็นมาของLED LED หรือ หลอดLED นั้นมีมานานแล้ว เริ่มปรากฎในแผงวงจรครั้งแรกเมื่อปี 1962 ซึ่งโดยช่วงแรกๆนั้น LED ให้ความเข้มแสงไม่มากนักและมีใช้ในเฉพาะความถี่ในช่วงแสง Infra-Red ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้(ซึ่งเรายังคงเห็นรูปแบบการใช้งานในช่วงแสง Infra-Red นี้ตามอุปกรณ์ประเภทรีโมทคอนโทรลในเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนจนปัจจุบัน) ต่อมา หลอดLED ถูกพัฒนาให้สามารถเปล่งแสงที่มองเห็นได้โดยแสงสีแดงเป็นสีแรกถูกคิดค้นขึ้นได้ก่อนแต่ทว่าช่วงเริ่มต้นนั้นก็ยังมีความเข้มแสงต่ำอยู่ยังนำเอามาใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก

นักวิทยาศาตร์และนักวิจัยก็พัฒนา LED เรื่อยมาจนกระทั่งสามารถให้สร้าง หลอด LED ที่มีแสงครอบคลุมย่านความถี่ตั้งแต่ infrared คือแสงที่มองห็นได้ (visible light)ไปจนถึงย่าน ultra violet หรือ UV ที่มองไม่เห็น ต่อจากนั้นไม่นาน หลอด LED ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ไฟแสดงตามแผงควบคุมเพื่อบอกสัญญาณ และใช้ในไฟแสดงตัวเลข seven segment และนาฬิกาดิจิตอล ต่อมา หลอดLED ก็ถูกพัฒนาขึ้นอีก ให้ประสิทธิภาพด้านให้ความเข้มแสงหรือความสว่างมากขึ้น จนสามารถนำเอา LED มาใช้งานในการแสดงสัญญาณ ไฟสัญญาณสำหรับการบิน ไฟสัญญาณจราจร และด้วยเหตุผลที่LED มีข้อดีในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นด้านประหยัดพลังงาน ด้านการใช้งานได้นานขึ้น มีการบำรุงรักษาที่ต่ำ ความทนของตัวหลอดเอง และขนาดก็เล็กมากเมื่อเทียบกับหลอดไส้อย่างเดิม ทั้งยังปิดเปิดควบคุมง่ายขึ้นแล้ว นักวิจัยและบริษัทต่างๆจึงมุ่งเน้นพัฒนาประสิทธิภาพด้านความเข้มแสงหรือความสว่างให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อหวังที่จะนำเอา หลอดLED มาใช้เป็นไฟฟ้าแสงสว่างในชีวิตประจำวันเพื่อทดแทนหลอดไฟแบบที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน แต่ทว่าในขณะนั้นก็ติดปัญหาเรื่องการทำให้ หลอดLED มีแสงสีขาวเหมือนหลอดไฟทั่วไปไม่ได้ ผ่านมาเกือบ 30 ปีจนกระทั่งในปี 1990 นักวิทยาศาตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คนได้ร่วมกันพัฒนาจนสามารถทำให้ LED เปล่งแสงสีน้ำเงินได้ซึ่งต่อมาก็คือพื้นฐานของแสงสีขาวได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาภายหลังนักวิทยาศาตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คนทั้งนี้ได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี 2014 ในฐานะเป็นผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ทำให้เกิดการปฏิวัติด้านไฟฟ้าแสงสว่างและการใช้พลังงานทั้งโลกศตวรรษที่ 21 หลอด LED ในปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันหลอด LED เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไปหรือไฟแสงสว่างรถยนต์ แต่ก็ยังติดปัญหาด้านต้นทุนการผลิตอยู่ (ในขณะนั้น) แต่ในอนาคตอีกไม่นานเมื่อต้นทุนในการผลิตหลอดไฟLEDต่ำลงเรื่อยๆ หลอดไฟLED จะถูกนำมาทดแทนหลอดไฟในปัจจุบัน ไม่ต่างจากการเข้ามาของฟลูออเรสเซนต์ เพื่อมาทดแทนหลอดไส้เหมือนช่วง30ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบัน 2562 เกิดขึ้นแล้ว) หลักการทำงานของ LED เมื่อ หลอด LED กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเข้าใจและรู้หลักการทำงาน LED จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode L-Light แสง E-Emitting เปล่งประกาย D-Diodeไดโอด แปลรวมกัน ก็คือ ไดโอดชนิดเปล่งแสง ไดโอด (Diode) คือ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ (Semi Conductor Device) ที่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ทางเดียว ไดโอดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญในวงจรไฟฟ้า มีใช้อยู่ทั่วไปในวงจรอิเลคทรอนิกส์และวงจรไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่บังคับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า ไดโอดโดยทั่วไปแล้วไม่เปล่งแสงออกมา มีสัญลักษณ์ทางวงจรคือ
ส่วนไดโอดที่เปล่งแสงหรือ LED มีสัญลักษณ์ทางวงจรคือ
ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ไม่มีลูกศรแสดงการเปล่งแสงกับไม่มี ประเภทของ LED LED จำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ 1.LED แบบดั้งเดิม กำลังวัตต์น้อย ขนาดหรือรูปร่างหรือสีขึ้นอยู่กับพลาสติกที่ใช้ทำเปลือกหุ้มใช้ทำไฟสัญลักษณ์ในวงจร 2.LED ขนาดเล็กมาก ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเม็ด LED ติดลงไปกับแผงวงจรหรือที่เรียกว่า Surface Mounting Technology (SMT) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการประกอบชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคและsemi-conductorขนาดเล็ก ในบางครั้งก็เรียก LED ชนิดนี้ว่า Surface Mounting Device LED หรือ SMD LED 3.LED กำลังสูง LED กำลังสูง หรือ Hi-power LED เป็น LED ชนิดที่ให้กำลังสูง ให้ความสว่างมาก ต้องการกระแสขับสูงถึง 100mA บางรุ่นอาจต้องการกระแสขับถึง 1A ดังนั้นการระบายความร้อนสำหรับ LED ชนิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าระบายความร้อนไม่ดีอาจจะทำให้พังหรือเสียในภายในไม่กี่วินาที LED ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะใช้ทำอุปกรณ์ให้แสงสว่างหรือจะเข้ามาทดแทนหลอดไฟที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การต่อวงจร ด้วยภายในไดโอดเปล่งแสงหรือ LED มีค่าความต้านทานอยู่ค่าหนึ่ง(Rd) จะทำให้แสงเปล่งออกมาได้ต้องมีกระแส (I) ไหลผ่านที่มากพอแต่ต้องไม่มากจนเกินไป การควบคุมกระไหลผ่าน LED ให้พอดี เราจึงจำเป็นต้องทราบคุณสมบัติที่สำคัญ อย่างของ LED คือ 1. แรงดันตกคร่อมเมื่อมีกระแสไหลผ่าน (Forword Valtage:Vf)   2. กระแสที่ LED ต้องการ (Imax) ส่วนสิ่งที่เราต้องคำนวณหาคือ R ภายนอกที่มาต่อเพิ่ม เพื่อจำกัดกระแส และแรงดันสำหรับจ่ายไฟซึ่งเราทราบอยู่แล้ว วิธีการหาค่า ใช้สูตรง่ายๆ กฏของโอห์ม V=IR V=(Vdc-Vf) ดังนั้น R=(Vdc-Vf)/I โอห์ม การต่อวงจรของ LED ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงจ่ายไฟบวกกระแสตรงเข้าที่ขา อาร์โนด (Anode) หรือขาที่ยาวกว่า และต่อไฟลบเข้ากับขา แคโธด(Cathode)หรือขาสั้น และต่ออนุกรมวงจรด้วย R ภายนอกที่เราคำนวณมาได้ ดังรูปข้างล่าง ตัวต้านทานหรือ R ภายนอกที่นำมาใช้จำกัดกระแส เมื่อมีกระแสไหลผ่านก็มีความร้อนเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการออกแบบหลอดไฟ LED อีกอย่างหนึ่งคือการระบายความร้อน และการเลือกตัวต้านทานหรือ R ที่ทนความร้อนได้ดี การระบายความร้อน โดยหลักการแล้วในไดโอดเปล่งแสงหรือ LED แบบทั่วๆไปจะเปล่งแสงโดยมีความร้อนเกิดขึ้นน้อยมากจนเราสามรถใช้มือเปล่าสัมผัสได้ แต่ใน Hi Power LED หรือ LED กำลังสูง ที่ให้แสงสว่างมากๆ มีความร้อนเกิดขึ้นมาก การออกแบบระบบระบายความร้อนจึงมีความสำคัญ อุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องใส่เพิ่มเข้ามาในระบบคือแผงระบายความร้อนหรือที่เรียกว่าฮีทซิงค์ (Heat Sink) ส่วนใหญ่ทำมาจาก อลูมิเนียมซึ่งมีคุณสมบัติคือ หลอมขึ้นรูปได้ง่าย น้ำหนักเบา และพาความร้อนได้ดี ทั้งนี้ การออกแบบฮีทซิงค์ นอกจากจะคำนึงถึงการระบายความร้อนแล้ว ยังต้องคำนึงถึง ให้รูปทรงเป็นตามลักษณะของหลอดไฟอีกด้วย การออกแบบระบบระบายความร้อนที่ดี จะช่วยให้อายุการใช้งานของ หลอดไฟLED แต่ในทางตรงกันข้ามการออกแบบ heat sink ที่ไม่ดีย่อมทำให้ความร้อนสะสมในหลอด LED มาก ผลก็คืออายุของ หลอด LED จะสั้นลงและไม่เป็นไปตามผู้ผลิตกำหนดไว้นั่นเอง

หากสนใจ หลอด Led คุณภาพสูง ผลิตมาเพื่องานโปรเจค งานโครงการ อยากเปลี่ยนไปใช้หลอด LED เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี Tel: 062-445-5195, LINE : Kckavin Www.Ledinfinite.Com

หลอดไฟ LED | โคมไฟ LED อื่นๆที่น่าสนใจ (Related Products)